ในบทความนี้เรารวบรวมการอัพเดตที่สำคัญและเคล็ดลับในการส่งอีเมลทางการตลาดให้ลงกล่องข้อความของ Gmail 
 
Gmail เป็นหนึ่งในโปรแกรมรับส่งอีเมลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด โดยจากสถิติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2016 มีผู้ใช้จากทั่วโลกมากถึง 1 พันล้านราย ซึ่ง Gmail เป็นแอพพลิเคชั่นตัวแรกของ Google Play Store  

ปัจจุบันทาง Gmail อนุญาตให้ผู้ใช้บริการสามารถบล็อกอีเมลจากผู้ส่งที่ไม่ต้องการโดยแค่คลิกง่าย ๆ ผ่านทางเมนูบล็อกผู้ส่ง (Block sender) จากเดิมที่ต้องทำผ่านเมนูรายงานสแปม (Report spam) หรือ ยกเลิกการเป็นสมาชิก (Unsubscribe) หรือต้องตั้งตัวกรองสำหรับอีเมลที่ไม่ต้องการ ซึ่งทำให้ผู้ใช้บริการสามารถบล็อกอีเมลที่ไม่ต้องการได้ง่ายขึ้น
 
ทุกครั้งที่มีการคลิกเพื่อบล็อกผู้ส่ง ฟีเจอร์ของ Gmail จะสร้างตัวกรองขึ้นมาเพื่อทำให้อีเมลจากผู้ส่งรายนั้น ๆ ถูกนำไปเก็บไว้ในโฟลเดอร์สแปม โดยการตั้งค่ามีการปรับเล็กน้อยจากเดิมที่ปุ่ม Filters ถูกเปลี่ยนเป็น  Blocked addresses

การที่ผู้ส่งอีเมลถูกบล็อกนั้นสร้างผลเสียกับผู้ส่งไม่น้อยกว่าการโดนรายงานสแปมเพราะจะทำให้อีเมลไม่เข้ากล่องข้อความในทันที ต่างจากการถูกรายงานสแปมที่ Gmail จะทำการบันทึกผู้ส่งและหมายเลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ (IP address) ให้เป็นจำพวกอีเมลน่าสงสัยและหากมีคนกดรายงานสแปมมากขึ้นเรื่อย ๆ ทาง Gmail ก็จะทำการตีกลับ (Bounce) อีเมลทั้งหมดของคุณในอนาคต

 

 

 

สำหรับนักการตลาดระบบการคัดกรองของ Gmail ทำให้ข่าวสารเข้าถึงตัวลูกค้าของคุณน้อยลงมาก 

วิธีการแก้ไข คุณควรตั้งคำถามกับตัวเองดังนี้

  • ได้ส่งอีเมลแคมเปญไปตรงกับกลุ่มเป้าหมายจริง ๆ หรือไม่?
  • คุณส่งอีเมลให้ลูกค้าบ่อยเกินไปหรือไม่?
  • มีการเปิดให้เลือกรับข่าวสาร ด้วยความสมัครใจหรือไม่?
  • ลูกค้ารู้จักแบรนด์คุณดีแค่ไหน?

เมื่อคุณมีตอบสำหรับคำถามข้างบนแล้ว ควรทบทวนขั้นตอนต่างๆดังนี้

  • เช็คเนื้อหาก่อนส่งทุกครั้ง ว่าเป็นประโยชน์ต่อลูกค้าของคุณจริงๆ
  • มีลิงก์ที่ให้ลูกค้าสามารถทำการยกเลิกรับข่าวสารได้ง่าย และเห็นได้ชัดเจนในท้ายอีเมลทุกฉบับ และห้ามส่งอีเมลให้กับกลุ่มลูกค้าที่ได้แจ้ง “ไม่ต้องการรับข่าวสาร” อีกเด็ดขาด
  • อัพเดทรายชื่อ “ผู้ไม่ต้องการรับข่าวสาร” ทันทีที่ได้รับแจ้ง

วิธีการนี้จะช่วยให้มั่นใจได้ว่าฟีเจอร์บล็อกผู้ส่งจะไม่กระทบต่อการทำการตลาดของคุณเพราะลูกค้ายังคงต้องการรับข่าวสารจากคุณต่อไป

 

 

 

นอกจากนี้ Gmail ยังมีการอัพเดตอื่น ๆ คือในปัจุบันบัญชีใช้งานของคุณจะสามารถส่งหรือรับอีเมลที่มีไฟล์แนบขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิม คือสามารถส่งหรือรับอีเมลที่มีไฟล์แนบขนาด 50 เมกะไบต์ต่ออีเมล โดยสามารถอัพโหลดได้ไม่เกินไฟล์ละ 25 เมกะไบต์

Gmail ได้จัดระเบียบกล่องข้องความของลูกค้า โดยแยกกล่องข้อความออกมาเป็น โฟลเดอร์หลักและแท็บโปรโมชั่น ทำให้นักการตลาดมีความกังวลเกี่ยวกับการจัดระเบียบกล่องข้อความ ซึ่งการแยกประเภทของอีเมลนั้นจะใช้วีธีการที่ซับซ้อน พิจารณาจากข้อมูลของผู้ส่ง, เนื้อหาอีเมล และการโต้ตอบจากผู้รับอีเมล ทำให้มีโอกาสมากขึ้นที่อีเมลทางการตลาดจะเข้าไปอยู่ที่แท็บโปรโมชั่น

จากการศึกษาพฤติกรรมของผู้รับที่ใช้แท็บโปรโมชั่นจะทำให้อัตราการเปิดเพิ่มขึ้น, ลดการรายงานสแปม และพัฒนาการส่งให้ดียิ่งขึ้น นอกจากนี้การจัดการกล่องข้อความของ Gmail ยังสร้างทางเลือกให้กับผู้รับให้สามารถปิดการใช้งานได้และมีผู้รับเป็นจำนวนมากที่ปิดการใช้งานระบบนี้

อย่างไรก็ตามหากคุณต้องการส่งอีเมลทางการตลาดให้ไปเข้าสู่โฟลเดอร์หลักคุณสามารถทำตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

ควรระมัดระวังเกี่ยวกับอีเมลทางการตลาด

Gmail จะระมัดระวังเกี่ยวกับการส่งอีเมลทางการตลาดทั้งหมด โดยจะถือว่าเป็นสแปมหรือเป็นอีเมลแบบโปรโมชั่น แม้ว่าผู้ให้บริการทางอีเมลจะอนุญาตให้แยกอีเมลทางการตลาดออกมาได้แต่นั้นก็ยังไม่สามารถที่จะทำให้มั่นใจได้ว่าอีเมลที่ส่งจะไปถึงผู้รับทั้งหมด

วิธีการแก้ไขอาจทำได้โดยการกระตุ้นหรือแจ้งเตือนทางอีเมลเป็นรายบุคคล ยกตัวอย่างเช่นเมื่อผู้รับดำเนินการสมัครสมาชิกจดหมายข่าว, สั่งซื้อสินค้า หรือล็อกอินเข้าสู่บัญชี และในที่สุดแนวคิดนี้จะทำให้อีเมลทางการตลาดของคุณกลายเป็นอีเมลธุรกรรม

 

 

 

อีเมลข้อความตามปกติ

ถ้าหากคุณต้องการส่งอีเมลเข้าสู่โฟลเดอร์หลักของ Gmail เท่านั้น คุณต้องไม่ส่งอีเมลที่มีการออกแบบ HTML ที่สวยงาม เพราะ Gmail จะตรวจสอบว่าอีเมลที่ส่งนั้นมาจากคนเป็นผู้ส่งหรือมาจากระบบอัตโนมัติ ซึ่งโค้ดอีเมลของคุณจะถูกตรวจพบถ้าคุณพิมพ์และส่งจากโปรแกรมส่งอีเมลทั่วไปโดยที่จะต้องไม่สร้างอีเมลจากระบบของอีเมลทางการตลาด

วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งอีเมลข้อความตามปกติหรืออีเมลแบบ HTML ที่รูปแบบเรียบง่ายไม่ซับซ้อน ซึ่งหมายความว่าห้ามใช้รูปภาพ, ใช้ลิงก์ให้น้อยที่สุด และไม่ใช้โค้ด CSS

 

 

 

สร้างอีเมลให้อยู่ในรูปแบบเฉพาะบุคคลเท่าที่คุณจะสามารถทำได้

คุณไม่ควรใช้รูปแบบเฉพาะบุคคลแค่ในส่วนที่เขียนว่าเรียนคุณ {ชื่อผู้รับ} แต่คุณควรทำรูปแบบเฉพาะบุคคลด้วยเนื้อหาอีเมลของคุณจึงจะตรงกับระดับมารตฐานการคัดกรองของ Gmail อีกทั้งสามารถเพิ่มอัตราการคลิกและอัตราการเปิดอีเมลได้

  • ใส่รูปแบบเฉพาบุคคลในหัวเรื่องอีเมลโดยการเพิ่มชื่อลูกค้าและข้อมูลส่วนตัวที่เกี่ยวข้อง
  • จัดเนื้อหาแบบเฉพาะตัวให้เหมาะกับลูกค้าของคุณ ในกรณีที่ส่งอีเมลธุรกรรมควรหาข้อมูลที่เกี่ยวกับธุรกรรมนั้นด้วย 

 

 

 

ขอการเพิ่ม Google contact จากลูกค้าของคุณ
 
ถึงผู้รับอีเมลส่วนมากจะไม่ทำตามสิ่งที่คุณต้องการแต่อย่างไรก็ตามคุณยังสามารถเขียนข้อความไว้ที่ส่วนท้ายของอีเมลเพื่อขอให้ลูกค้าดำเนินการตามคำขอของคุณ
ทั้งนี้คุณสามารถขอให้ลูกค้าเพิ่มอีเมลของคุณเข้าไปในลิสต์ของ Google contact ของตัวลูกค้าเองเพื่อที่จะได้รับอีเมลของคุณเข้าสู่โฟลเดอร์หลักได้อัตโนมัติ หรืออาจใช้วิธีการขอให้ลูกค้าย้ายอีเมลของคุณเข้าสู่โฟลเดอร์หลักก็ได้

ขยายธุรกิจของคุณด้วย
อีเมลมาร์เก็ตติ้ง

เริ่มต้นได้ฟรี