การตลาดทางอีเมลเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับนักการตลาด ซึ่งอีเมลเป็นหนึ่งในเครื่องมือสื่อสารที่ได้รับเลือกในยุคดิจิทัล โดยที่ทั่วโลกมีผู้ที่มีบัญชีและใช้อีเมลมากกว่า 3.7 พันล้านราย เมื่อเทียบกับ Facebook แล้วมีผู้ใช้ประมาณ 2 พันล้านราย ดังนั้นหากคุณต้องการที่จะส่งข้อความ, ข่าวสารหรือรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ไปยังลูกค้า วิธีที่ดีที่สุดคือการส่งอีเมล

 

มีนักการตลาดจำนวนมากที่ต้องการทำการตลาดทางอีเมล แต่เมื่อเริ่มทำการตลาดทางอีเมลแล้วและปัญหาที่จะเกิดขึ้นก็คือ ความซับซ้อนและต้องใช้เวลานาน

 

ถ้าคุณมีรายชื่ออีเมลที่ไม่มีคุณภาพ คุณอาจจะยังสามารถนำไปใช้ในการส่งอีเมลได้แต่นั่นไม่สามารถจะทำให้ผลลัพท์ที่คุณต้องการประสบความสำเร็จ

ดังนั้นเพื่อเพิ่มโอกาสให้แคมเปญที่คุณส่งประสบความสำเร็จมากขึ้นคุณจึงควรวางแผนการตลาดทางอีเมล โดยควรมีแผนที่ชัดเจน เช่น กำลังส่งอีเมลถึงใคร, ทำไมถึงส่งไปอีเมลออกไปหาลูกค้าและรวมถึงการวางเป้าหมายทางการตลาดด้วย

 กำหนดกลยุทธ์เพื่อขยายฐานรายชื่ออีเมลให้มากขึ้นและสร้างการรับรู้แบรนด์ให้กับผู้รับอีเมล

การใช้แผนการตลาดทางอีเมลนั้น จะต้องมีแพลตฟอร์มการตลาดทางอีเมล ตัวอย่างเช่น Taximail เป็นต้น 

ทำไมต้องใช้ Taximail ?

เหตุผลข้อแรก Taximail ใช้ซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจสอบค่าความเป็นสแปมคุณจึงสามารถทำตามข้อปฏิบัติเกี่ยวกับการต่อต้านความเป็นสแปมได้

เหตุผลข้อที่สอง ทำให้สามารถส่งอีเมลที่มีจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว, สะดวกและง่ายขึ้น

เหตุผลข้อที่สาม มีเทมเพลตอีเมลให้เลือกใช้มากมายโดยสามารถเลือกใช้ได้ทันที

เมื่อเลือกใช้งาน Taximail แล้ว คุณจะสามารถเริ่มสร้างอีเมลฉบับแรกได้เลยโดยไม่จำเป็นต้องเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยี เนื่องจากเป็นแพลตฟอร์มที่เข้าใจง่ายและยังออกแบบมาให้ใช้ง่ายสำหรับมือใหม่

คุณพร้อมรึยังสำหรับการวางแผนการตลาดทางอีเมล? เริ่มกันเลย

 

ขั้นตอนที่ 1 : วางวัตถุประสงค์

ช่วงเริ่มต้นนั้นลิสต์รายชื่ออาจทำให้รู้สึกเป็นกังวล แต่ก่อนที่จะที่ให้ลิสต์รายชื่ออีเมลของคุณเติบโตและส่งอีเมลออกไปนั้นจำเป็นต้องทราบก่อนว่าทำไมถึงเลือกการทำการตลาดทางอีเมล

มาเรียนรู้ว่าทำไมธุรกิจและองค์กร์ต่าง ๆ ถึงใช้การตลาดทางอีเมล

ตัวอย่างเช่น

  • บริษัทผลิตสื่อมีความต้องการที่จะเพิ่มยอดเข้าชมเพจที่ใช้สำหรับแสดงเนื้อหา
  • ผู้ค้าปลีกสามารถสร้างรายได้มหาศาลด้วยการส่งอีเมลออกไปหาลูกค้าจำนวนมากเนื่องจากเป้าหมายคือการผลักดันยอดขาย
  • ธุรกิจท้องถิ่นต้องการความสัมพันธ์อันดีต่อผู้ที่มีโอกาสจะมาเป็นลูกค้า โดยเป้าหมายคือเป็นสถานที่ซึ่งเป็นตัวเลือกที่ลูกค้าในท้องถิ่นนั้นต้องการ
  • ร้านบูติคมีจุดประสงค์เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกพิเศษเป็นอย่างมากเหมือนเป็นลูกค้าคนสำคัญ ด้วยการปรับปรุงบริการและการใช้เนื้อหาเป็นส่วนบุคคล
  • บล็อคเกอร์หรือนักเขียน สามารถใช้อีเมลเพื่อสร้างกลุ่มผู้อ่านที่มีความจงรักภักดีได้
  • องค์กรที่ไม่หวังผลกำไรมีเป้าหมายในการใช้อีเมลคือการระดมทุนเพื่อการกุศล นอกจากนี้ยังสามารถใช้ส่งข่าวกิจการระดมทุนและกิจกรรมอาสาอื่น ๆ

เมื่อมีความชัดเจนในเหตุผลว่า “ทำไม” คุณถึงต้องใช้การตลาดทางอีเมล คุณจะสามารถพัฒนากลยุทธ์ของคุณให้เกิดผลลัพธ์ได้

 

 

 

ขั้นตอนที่ 2 : ทราบว่าต้องการเขียนถึงใคร

ขั้นตอนต่อไปคือ การตัดสินใจว่าใครเหมาะสมที่จะได้รับอีเมลจากคุณ ซึ่งอาจจะไม่เหมาะกับทุกคน หากให้ความสำคัญกับการระบุกลุ่มเป้าหมายจะทำให้ผู้รับอีเมลมีส่วนร่วมกับอีเมลที่คุณส่งมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่างเช่น:

  • บริษัทผลิตสื่อทราบดีว่าช่วงอายุ ระดับการศึกษาของผู้อ่านนั้นเป็นอย่างไร ดังนั้น พวกเขาจึงสามารถกำหนดเนื้อหาอีเมล ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของลูกค้า
  • ร้านค้าปลีกสามารถเพิ่มส่วนลด เช่น กำหนดเป้าหมายเป็นคุณแม่ที่ไม่ค่อยมีเวลาแต่ต้องควบคุมงบประมาณภายในครอบครัว เป็นต้น
  • สำหรับธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านกาแฟ ประกอบไปด้วย อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งมีกลุ่มลูกค้าเป็นนักเรียนและพนักงานออฟฟิส เป็นต้น
  • ร้านค้าปลีกระดับหรูหราสามารถนำเสนอแบรนด์สินค้าด้วย 10 อันดับที่ยอดนิยม โดยมีส่วนลดเล็กน้อยจากราคาปกติ สำหรับผู้ที่สนใจแบรนด์
  • บล็อคเกอร์และนักเขียนบทความเกี่ยวกับการเดินทางสำหรับคนงบประมาณจำกัด
  • งานวิจัยที่ไม่หวังผลกำไรเกี่ยวกับการรับรู้และการรักษาโรคมะเร็ง ทำให้พวกเขาสามารถเข้าถึงผู้ป่วย ครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้ป่วยโรคมะเร็ง

ยิ่งเข้าใจคนที่เขียนถึงจะยิ่งทำให้สามารถส่งอีเมลที่ดีได้ โดยอีเมลเป็นวิธีการที่ดีในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าของคุณ

 

 

 

ขั้นตอนที่ 3 : การสร้างลิสต์รายชื่อให้เติบโต

ในตอนนี้คุณได้รู้แล้วว่าใครที่อยู่ในรายชื่อบ้างและทำไมต้องส่งอีเมลไปถึงพวกเขา ต่อไปก็ถึงเวลาที่ต้องขยายฐานข้อมูลทำให้ลิสต์รายชื่อเติบโตขึ้นแล้ว

วิธีการที่ดีที่สุดในการทำให้ลิสต์รายชื่ออีเมลเติบโตขึ้นคืออะไร? คุณควรใช้สิ่งจูงใจและการให้สิทธิพิเศษอื่น ๆ สำหรับผู้ลงทะเบียน 

และสามารถทำได้ด้วยการแจ้งให้ทราบว่าสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับเมื่อลงทะเบียนเข้ามาในลิสต์รายชื่อนั้นคืออะไร

ตัวอย่างเช่น การวิจัยโรคมะเร็งจากองค์กรที่ไม่หวังผลกำไร อาจจะมีหน้าให้ลงทะเบียนซึ่งระบุว่า ลงชื่อเข้ารายชื่อเพื่อรับเรื่องราวอันน่าประทับใจของผู้รอดชีวิตจากโรคมะเร็ง โดยคุณควรแจ้งแรงจูงใจที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้นเพื่อจะบอกลูกค้าที่เข้ามาอยู่ในลิสต์รายชื่อของคุณว่าจะได้อะไรที่มากกว่าจากการกดลงชื่อเข้าใช้งาน

สิ่งจูงใจที่ต้องการนำเสนอควรมุ่งเน้นที่การให้ประโยชน์กับผู้รับอีเมลและเป็นปัจจัยที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจ เพราะลูกค้ามักจะให้ความสำคัญกับความเป็นส่วนตัวอีเมลของตนเองและจะยอมให้อีเมลด้วยเหตุผลเพียงอย่างเดียว คือข้อเสนอที่แสนพิเศษที่ไม่อาจต้านทานได้

 

 

 

ขั้นตอนที่ 4 : กลยุทธ์ในการสร้างเนื้อหา

เมื่อคุณสร้างลิสต์รายชื่อแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทราบว่าต้องสื่อสารทางเนื้อหาออกไปอย่างไร

หากคุณยังไม่มีแนวคิดว่าจะสร้างเนื้อหาอย่างไรดี ลองเริ่มจากการทำสำรวจแบบสั้น ๆ หรือการวิเคราะห์คู่แข่ง โดยคุณสามารถลงทะเบียนในลิสต์รายชื่ออีเมลของคู่แข่งเพื่อดูประเภทของเนื้อหาอีเมลที่คู่แข่งจะส่งมาให้คุณ ซึ่งจะทำให้คุณได้แนวความคิดว่าเนื้อหาแบบใดที่น่าจะได้ผลหรือไม่ได้ผล

นอกจากนี้คุณยังต้องพัฒนากลยุทธ์ทางด้านเนื้อหาซึ่งทำให้ตัดสินใจได้ว่าจะเลือกส่งข้อความที่เนื้อหาเป็นตัวอักษรหรือเนื้อหาแบบ html  ซึ่งแบบ html จะประกอบด้วยภาพที่สามารถช่วยเพิ่มการรับรู้แบรนด์และสามารถใส่โลโก้ของคุณได้ ส่วนข้อความที่เนื้อหาเป็นตัวหนังสือจะมีความเป็นอีเมลเฉพาะบุคคลและเหมาะสำหรับการสร้างความสัมพันธ์

 

 

 

ขั้นตอนที่ 5 : การตั้งเวลาส่งออก

ตอนนี้หลังจากคุณมีขั้นตอนการทำงานแล้ว ถึงเวลาที่จะต้องมีการตั้งเวลาในการส่งอีเมลออกไป และต้องตัดสินใจว่าคุณจะส่งอีเมลไปหาลูกค้าของคุณบ่อยแค่ไหน

ทั้งหมดนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลที่คุณใช้สร้างแคมเปญและเป้าหมายที่คุณตั้งไว้สำหรับการส่งอีเมล ซึ่งจะทำให้คุณทราบว่าคุณต้องการส่งอีเมลทุกวัน, ทุกสัปดาห์หรือส่งเดือนละหนึ่งครั้งเป็นต้น

ตอนนี้คุณทราบพฤติกรรมของผู้ที่อยู่ในลิสต์รายชื่อของคุณแล้ว คุณจึงสามารถกำหนดอีเมลที่ต้องการจะส่งออกไปหาลูกค้าได้

  • ทำการส่งอีเมลไปหาลูกค้าทุกวันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่เข้มแข็งกับลูกค้าของคุณ เป็นหนึ่งในความพยายามที่จะเพิ่มความจงรักภักดีให้กับผู้อ่าน ทั้งนี้การส่งอีเมลทุกวันอาจจะทำให้ดูเหมือนเป็นการสร้างความรู้สึกที่ไม่ดีให้กับลูกค้าบางรายจนอาจทำให้เกิดการยกเลิกการรับข่าวสารได้ คุณจึงต้องประเมินปัจจัยหลาย ๆ ด้านก่อนที่จะเลือกใช้วิธีการส่งแบบรายวัน
  • การส่งอีเมลในวันธรรมดาที่เป็นวันทำการนั้นเป็นเรื่องปกติและลูกค้ามักจะคาดหวังว่าจะได้รับอีเมลเกี่ยวกับข่าวสารที่เป็นประโยชน์หรือข้อเสนอที่ดึงดูดใจจากคุณ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแคมเปญของคุณมากที่สุด
  • การส่งอีเมลแบบรายเดือนนั้นเป็นทางเลือกที่ดีถ้าคุณต้องการสร้างคุณค่าให้กับอีเมลของคุณ ซึ่งการส่งแบบนี้เหมาะสำหรับจดหมายข่าว โดยคุณสามารถสร้างรหัสโปรโมชั่น (Promo code) แนบไปในอีเมล ส่วนปัญหาของอีเมลแบบรายเดือนคือส่วนมากอีเมลจะรวมอยู่ในกล่องข้อความโดยที่ไม่ได้ถูกเปิดอ่าน เมื่อคุณตัดสินใจจะใช้การตลาดทางอีเมลแล้วแล้วคุณต้องทำให้สอดคล้องกับธุรกิจของคุณและในส่วนของข้อเสนอต่าง ๆ ก็ต้องทำให้สามารถดึงดูดใจลูกค้าของคุณได้ด้วย

 หากคุณทำธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้า คุณควรระมัดระวังในการทำข่าวแบบรายสัปดาห์เกี่ยวกับแทรนด์ใหม่ล่าสุดเพื่อทำให้ลิสต์รายชื่อเติบโตและเพื่อเพิ่มยอดขายของคุณ

 

 

 

ขั้นตอนที่ 6: ข้อสรุปปิดท้าย

อีเมลที่ดีเยี่ยมคือการเขียนอีเมลแบบส่วนบุคคลเหมือนกับการเขียนถึงบุคคลนั้นด้วยตัวคุณเอง จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าพวกเค้ามีความสำคัญและมีความเกี่ยวข้องกับเนื้อหาที่คุณส่งไป คุณควรอ่านอีเมลที่คุณเขียนหรือลองให้ผู้อื่นอ่านดูเพื่อตวรจสอบการสะกดคำหรือข้อผิดพลาดอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้น

ตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ หากคุณต้องการส่งอีเมลคุณควรใช้ซอฟต์แวร์ที่สามารถตรวจสอบค่าความเป็นสแปมในอีเมล คุณจะสามารถปฏิบัติตามกฎข้อบังคับและกฎหมายได้

สิ่งสำคัญที่สุดในการสร้างฐานรายชื่ออีเมลให้กว้างขึ้นและการทำให้ลิสต์รายชื่อของคุณเติบโต คือการกำหนดกลุ่มเป้าหมายให้กับแคมเปญของคุณ

ยิ่งคุณใช้เวลาในการส่งแคมเปญอีเมลมากแค่ไหน คุณก็จะยิ่งได้รู้ว่าอีเมลแบบไหนที่ได้ผลและอีเมลแบบไหนที่ไม่ได้ผล

คุณจะได้รู้วิธีการสร้างเนื้อหาที่ยอดเยี่ยมและเหมาะสมกับลูกค้าของคุณ

 

โพสต์โดย
โพสต์โดย
SENIOR SUPPORT SPECIALIST

ขยายธุรกิจของคุณด้วย
อีเมลมาร์เก็ตติ้ง

เริ่มต้นได้ฟรี