นักการตลาดมักจะมีความกังวลถึงอัตราการเปิดของทุก ๆ แคมเปญอีเมล ซึ่งอัตราการเปิดนั้นถือเป็นหนึ่งในเป้าหมายที่มีผลต่อการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามการทำการตลาดทางอีเมลจะได้ผลและมีประสิทธิภาพหรือไม่นั้นย่อมสามารถวัดผลได้จากอัตราการเปิดอีเมล


บ่อยครั้งที่มีคำถามเกี่ยวกับอัตราการเปิดว่ามีวิธีการนับอย่างไรโดยที่โปรแกรมอีเมลส่วนใหญ่ไม่รองรับการทำงานของ JavaScript

Taximail นับจำนวนครั้งในการเปิดอ่านโดยการใช้เทคนิคฝังภาพพิกเซลไว้ในอีเมล เมื่อผู้รับเปิดอ่านภาพพิกเซลจะถูกโหลดแล้วเซิร์ฟเวอร์จะทำการนับในขณะนั้น

หากผู้รับอีเมลเลือกปิดการโหลดภาพไว้แต่ยังมีการคลิกลิงก์ภายในอีเมล ระบบก็จะทำการนับจำนวนการเปิดรวมไว้ให้อีกด้วยซึ่งทำให้การคำนวณอัตราการเปิดแม่นยำยิ่งขึ้น

เพื่อให้แน่ใจว่าข้อความที่ส่งไปจะถูกเปิดอ่านและถูกกระจายออกไป คุณต้องให้ความสำคัญกับการปรับปรุงอัตราการเปิดและอัตราการคลิกด้วย

อัตราการเปิดจะแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์จากจำนวนของผู้รับอีเมล โดยที่อัตราการเปิดจะเป็นตัวชี้วัดว่ามีลูกค้าจำนวนเท่าไหร่ที่สนใจเนื้อหาที่คุณส่งไป

  

 

 

วิธีช่วยให้อัตราการเปิดอีเมลของคุณเพิ่มมากขึ้น

1. การดึงดูดลูกค้าด้วยหัวเรื่องอีเมลของคุณ

หัวเรื่องอีเมล ( subject ) เป็นสิ่งแรกที่ลูกค้าเห็นเมื่อคุณส่งอีเมลไป ถ้าคุณไม่ได้ทดสอบหรือใช้หัวเรื่องที่ไม่เหมาะสมการส่งอีเมลของคุณจะไม่เกิดประโชยน์ ซึ่งคุณสามารถทำการทดสอบ A/B Testing เพื่อทำให้อีเมลมาร์เก็ตติ้งของคุณมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้ โดยควรใช้หัวเรื่องอีเมลที่มีความเป็นส่วนบุคคลให้มากขึ้นและที่สำคัญคือห้ามลืมทดสอบก่อนทุกครั้ง

 

 

  

2.  การสร้างความเป็นส่วนบุคคล

อีเมลมีแนวโน้มที่จะถูกเปิดอ่านและสามารถทำให้ลูกค้ามีส่วนร่วมได้มากขึ้นถ้าอีเมลนั้นเหมือนกับถูกเขียนขึ้นเพื่อผู้รับโดยตรง คล้ายกับการพูดคุยกับบุคคลผ่านทางอีเมลโดยคุณสามารถใส่ชื่อของลูกค้าในส่วนหัวอีเมลและเขียนข้อความเหมือนกับเขียนหาบุคคลคนเดียว ซึ่งการสร้างความเป็นส่วนบุคคลในอีเมลนั้นจะทำให้ผู้อ่านมีส่วนร่วมและสามารถรักษาลูกค้าไว้ได้ในระยะยาว

 

 

 

3. การทำเนื้อหาอีเมลให้มีคุณภาพ

ถ้าต้องการให้อัตราการเปิดอีเมลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื้อหาที่เขียนจะต้องมีคุณภาพและดึงดูดผู้อ่าน หากลูกค้าของคุณคาดหวังว่าคุณจะส่งอีเมลที่น่าสนใจ, น่าดึงดูดและเป็นอีเมลที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้อง นั่นแปลว่าคุณมาถูกทางแล้ว เพราะถ้าหากเป็นเพียงแค่อีเมลที่เห็นได้ทั่วไปผู้รับจะลบทิ้งหรือย้ายไปอยู่ที่โฟลเดอร์ถังขยะอย่างแน่นอน ดังนั้นคุณควรจะส่งอีเมลที่เนื้อหามีคุณภาพด้วยความถี่ที่น้อยลงเพื่อทำให้อัตราการเปิดนั้นสูงขึ้น

 

 

  

4. ควรส่งอีเมลจากบุคคล ไม่ควรส่งจากบริษัท

อีเมลจากบริษัทมักถูกมองว่าเป็นโฆษณาและอีเมลนั้นอาจถูกลบในทันที หากคุณส่งอีเมลที่มาจากบุคคลจริง ๆ ภายในบริษัทของคุณจะทำให้อีเมลมีความเป็นส่วนบุคคลมากขึ้นและมีแนวโน้มที่จะทำให้อัตราการเปิดมากยิ่งขึ้นด้วย ซึ่งคุณควรจะรู้ว่าลูกค้านั้นมักจะเปิดอีเมลเพื่อดูเนื้อหาภายในถ้าหากพวกเค้ารู้ว่าผู้ที่ส่งอีเมลมาหาคือใคร

 

 

  

5. การส่งในเวลาที่เหมาะสม

เวลาในการส่งคือปัจจัยสำคัญที่สุดในการตลาดทางอีเมล คุณสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับเวลาที่เหมาะสมในการส่งแคมเปญได้โดยการทำศึกษาและทดสอบจากลิสต์รายชื่อว่ามีการตอบสนองกับแคมเปญที่คุณส่งแต่ละช่วงเวลาอย่างไร และใช้ช่วงเวลาในการส่งอีเมลที่ได้รับการตอบรับดีที่สุดเพื่อเป็นมาตรฐานในการส่งครั้งต่อไป

 

 

  

6. การจัดกลุ่มลิสต์รายชื่อ

การแบ่งกลุ่มลิสต์รายชื่อจะทำให้คุณสามารถใช้เนื้อหาที่มีความเฉพาะตัว โดยคุณสามารถแบ่งลิสต์ของคุณออกเป็นกลุ่มด้วยการเลือกผู้รับที่มีความคล้ายคลึงกัน  ซึ่งจะทำให้คุณสามารถส่งเนื้อหาที่มีความเฉพาะตัวได้ดีขึ้น, ตรงกับกลุ่มเป้าหมายและยังพัฒนาอัตรการเปิดให้ดียิ่งขึ้นได้อีกด้วย

ตัวอย่างของการจัดกลุ่มผู้รับอีเมล

  • จัดกลุ่มผู้รับอีเมลจากข้อมูลประชากร
  • จัดกลุ่มผู้รับอีเมลจากข้อมูลเกี่ยวกับพฤติกรรมของลูกค้า
  • จัดกลุ่มผู้รับอีเมลจากวันที่ลงชื่อเข้าใช้งาน
  • จัดกลุ่มผู้รับอีเมลตามผู้ให้บริการทางอีเมล

โดยการจัดกลุ่มลิสต์รายชื่อนั้น จะทำให้สามารถเพิ่มโอกาสในการส่งข้อความที่มีเนื้อหาตรงกับกลุ่มเป้าหมายได้มากยิ่งขึ้น

 

 

 

7. อย่าซื้อรายชื่ออีเมล - ทำให้ลิสต์รายชื่อใหม่อยู่เสมอ

คุณไม่ควรซื้อรายชื่ออีเมลเพื่อนำมาเริ่มใช้ส่งแคมเปญเนื่องจากได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจะทำให้มีอัตราการเปิดที่ต่ำมาก โดยการเก็บข้อมูลของลูกค้านั้นคุณควรที่จะนำเสนอสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การให้อีบุ๊คฟรี หรือการแข่งขัน, เล่นเกมชิงรางวัลเพื่อที่จะได้อีเมลของลูกค้ามาซึ่งถือเป็นวิธีที่ดีกว่าเพราะเป็นการสร้างลิสต์รายชื่อให้เติบโตแบบธรรมชาติ และที่สำคัญคือคือคุณต้องหมั่นตรวจดูเพื่อทำให้ลิสต์รายชื่อของคุณใหม่อยู่เสมอโดยการลบรายชื่ออีเมลที่ไม่แอ็คทีฟและไม่มีส่วนร่วมกับอีเมลที่คุณส่ง

 

 

 

8. การรองรับการใช้งานบนโทรศัพท์มือถือ

ผู้รับอีเมลส่วนใหญ่หรือประมาณ 74 เปอร์เซ็นต์จะเปิดอ่านอีเมลบนโทรศัพท์มือถือ ดังนั้นหากอีเมลที่คุณส่งไม่สามารถอ่านได้บนมือถือจะทำให้เกิดปัญหาตามมา และเมื่ออีเมลที่คุณส่งแสดงผลได้เป็นอย่างดีบนโทรศัพท์มือถือจะทำให้คุณสามารถพัฒนาอัตรการเปิด, การมีส่วนร่วมของลูกค้า และเพิ่มอัตราการคลิกได้อีกด้วย

 

 

 

9. กระตุ้นความสนใจของผู้รับอีเมล

การเลือกใช้ข้อมูลที่ลูกค้าของคุณกำลังต้องการทราบหรือกำลังสนใจอยู่จะทำให้สามารถเพิ่มอัตราการเปิดได้ และหากผู้รับอีเมลต้องการข้อมูลเพิ่มเติม คุณก็สามารถเพิ่มวิดีโอที่ผู้รับอีเมลให้ความสนใจเพื่อสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าคลิกก็ได้

 

 

  

10. การเรียกร้องให้ดำเนินการ ( CTA หรือ Cal to Action) ที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

 

ถ้าคุณต้องการส่งอีเมลที่มีความยาวมาก ๆ การใช้ CTA ในหลายตำแหน่งจะสามารถดึงดูดให้ผู้รับอีเมลมีโอกาสคลิกได้มากขึ้น ซึ่งคุณอาจจะใส่ CTA ในส่วนต้น, ส่วนกลางหรือส่วนท้ายของอีเมล โดยควรทำให้ CTA ของคุณมีความโดดเดนและมีความขัดเจนเมื่อคุณสร้างปุ่มให้ลูกค้าสามารถคลิกได้

 

  

  

สรุป

อีเมลเป็นช่องทางการตลาดที่จำเป็นต้องมีการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงอัตราการเปิดอีเมล โดยการใช้แพลตฟอร์มของ Taximail จะสามารถช่วยจัดการแคมเปญการตลาดทางอีเมลซึ่งจะทำให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น และนี่คือเคล็ดลับที่จะช่วยให้แคมเปญของคุณมีอัตราการเปิดเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย

ขยายธุรกิจของคุณด้วย
อีเมลมาร์เก็ตติ้ง

เริ่มต้นได้ฟรี